อันตรายขณะนอนหลับ…ภัยใกล้ตัวที่ควรระวัง

เส้นเลือดโป่งพองใต้จอตา…เสี่ยงตาบอด
February 14, 2022
Universal Design บ้านปลอดภัยเพื่อคนทุกวัยในครอบครัว
March 7, 2022

นอกจากปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับแล้ว อีกปัญหายอดฮิตที่มักมีคนเข้าไปค้นข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเสมอก็คือ “ปัญหาการนอนกรน” ซึ่งบางคนอาจคิดว่าการนอนกรนเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไป แต่แท้ที่จริงแล้ว การนอนกรนอาจนำมาซึ่งอันตรายให้กับคุณก็เป็นได้ โดยเฉพาะคนที่ปัญหาการนอนกรน แล้วมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย

                อาการนอนกรน (snoring) เป็นอาการที่บ่งบอกถึงการอุดกั้นในทางเดินหายใจ ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea : OSA)  และมีผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพ ส่งผลให้นอนหลับได้ไม่เต็มที่ พบได้บ่อยในช่วงอายุ 30 – 60 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

                เสียงกรนเกิดจากการที่มีท่อทางเดินหายใจที่แคบ มีการสั่นไหวของเนื้อเยื่อ  ตั้งแต่ลิ้นไก่ ผนังช่องคอ  หรือแม้กระทั่งในจมูก เวลาที่มีการตีบแคบ ลมที่ผ่านช่องแคบๆก็ทำให้มีเสียงที่คล้ายกับเสียงกรนได้ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการนอนกรน คือ สรีระร่างกาย, น้ำหนักตัว, ลักษณะโครงสร้างของใบหน้า, โรคภูมิแพ้เรื้อรัง, คนที่มีลิ้นค่อนข้างใหญ่, ทอนซิลโต สิ่งเหล่านี้เพิ่มโอกาสที่จะทำให้มีอาการได้ อีกทั้งคนที่ชอบสูบบุหรี่/ดื่มเหล้า ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการนอนกรนได้เช่นกัน

ส่วนภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เกิดจากการที่ช่องทางเดินหายใจแคบมากจนออกซิเจนไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งคนที่นอนข้างๆ จะสังเกตเห็นว่ามีอาการนอนนิ่ง บริเวณอก – ท้องไม่ขยับ เหมือนไม่หายใจ โดยสาเหตุของการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับก็เช่นเดียวกับอาการนอนกรน ที่เพิ่มเติมก็คือ คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดัน, โรคเบาหวาน พวกนี้จะมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่มากขึ้น ภาวะนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก เพราะช่วงที่หยุดหายใจขณะหลับนั้น ออกซิเจนในเลือดจะต่ำลง ทำให้เซลล์ทั่วร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เมื่อตื่นนอนจะรู้สึกนอนไม่พอทั้งที่นอนมามากแล้ว อีกทั้งยังมีอาการหงุดหงิด และสมาธิแย่ลง

                หากมีอาการนอนกรนโดยที่ไม่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย แพทย์จะแนะนำให้มีการ ปรับพฤติกรรม เช่น การลดน้ำหนักลง 5 – 10% ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน, หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ – ดื่มสุรา แต่ในคนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย การรักษาหลักๆตอนนี้ยังคงเป็นการ ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก รวมถึง ใช้อุปกรณ์การรักษาทางทันตกรรม ซึ่งใส่เหมือนกับการจัดฟันแต่สามารถเลื่อนขยับเพื่อเปิดท่อทางเดินหายใจให้กว้างขึ้น นอกจากนี้ยังอาจใช้ การผ่าตัด โดยจะมีการผ่าตัดคอ ผ่าตัดลิ้นไก่ กรณีนี้จะทำในคนที่คอแคบ และคนที่มีทอนซิลโต นอกนั้นก็จะเป็น การผ่าตัดใหญ่ โดยผ่าตัดกรามบน –ล่าง แล้วเลื่อนกระดูกมาข้างหน้า ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีเลยทีเดียว แต่จะต้องใช้เวลาพักฟื้น 1 – 2 อาทิตย์ จึงไม่ได้รับความนิยมมากนัก

แต่นอกเหนือจากวิธีการรักษาเหล่านี้แล้ว ปัจจุบันในต่างประเทศยังมีนวัตกรรมการรักษาใหม่ คือ  Proveng  จะเป็นเหมือนสติ๊กเกอร์แปะจมูก  2 อัน ซึ่งจะใช้แทนเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกในขณะนอนหลับ วิธีนี้จะทำให้รู้สึกหายใจเข้าได้เต็มที่ แต่หายใจออกมันจะออกไม่หมด จะมีเหมือนลมที่ค้างอยู่ในจมูกเพื่อเปิดท่อทางเดินหายใจเอาไว้

และอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยลดปัญหาการนอนกรน จะเป็น อุปกรณ์ฝังใต้ผิวหนัง โดยจะมีกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้ท่อทางเดินหายใจเปิดกว้าง ในช่วงเวลาที่เรานอนหลับ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับลงได้ แต่ต้องบอกว่าเจ้าเครื่องนี้มีราคาเครื่องละ 7 – 8 แสนบาท ทำให้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักแม้แต่ในอเมริกา ดังนั้นคาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีทีเดียวกว่าจะมีเข้ามาให้คนไทยได้ใช้กัน

ในคนที่กำลังประสบปัญหาดังกล่าวอยู่ ควรพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองก่อน ไม่ว่าจะด้วยการลดน้ำหนัก เปลี่ยนท่านอน หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา แล้วลองสังเกตอาการว่าดีขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ดีขึ้นแนะนำให้มาพบแพทย์ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้โอกาสที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ และส่งผลเสียต่อระบบการทำงานอื่นๆ ในร่างกายได้ แต่สำหรับคนที่ยังไม่เป็น แนะนำให้รักษาสุขอนามัย ควรเข้านอน – ตื่นนอนตรงเวลาทำเป็นประจำทุกวัน  สำหรับคนที่นอนยากควรหลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใกล้เวลาเข้านอน เพราะอาจจะทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น  เพียงเท่านี้ก็เป็นเกราะป้องกันปัญหาของการนอนกรน และภาวะหยุดหายในขณะหลับได้แล้ว

Buy now