Articles
Categories :
เสริมแคลเซียม ชะลอวัย
หน้าตาผิวพรรณที่ดูเต่งตึง อาจถูกลดคุณค่าไปหากบุคลิกภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่ต่างไปจากคนวัยเกษียณอายุ เพราะด้วยโครงสร้างที่เป็นหลักของร่างกายไม่แข็งแรง

        กระดูก ถือเป็นโครงสร้างให้กล้ามเนื้อและเอ็นยึดติดเพื่อเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นอวัยวะที่เลือดต้องนำสารอาหารและออกซิเจนเข้าไปเลี้ยง มีเส้นประสาทและฮอร์โมนต่างๆควบคุมการทำงาน ซึ่งแร่ธาตุที่สำคัญที่ยังคงทำให้มวลกระดูกมีความแข็งแรงคงรูปร่างนั้นก็คือ แคลเซียม
        แคลเซียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ จึงจำเป็นต้องรับจากสารอาหารผ่านการย่อยและดูดซึมจากลำไส้เล็ก อาหารที่ให้ปริมาณแคลเซียมสูง ได้แก่ นม โยเกิร์ต เนยแข็ง ในบางรายไม่สามารถดื่มนมก็รับประทานปลาเล็กปลาน้อยที่ทานได้ทั้งกระดูก ผักคะน้า ยอดแค งาดำ เป็นต้น
        พญ.สุรางคนา ดวงสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ รพ.วิภาราม (พัฒนาการ) แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ แห่งลินาวาคลีนิค ให้ข้อมูลกับ Health Channel ถึงปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับในแต่ละวันของคนแต่ละช่วงอายุนั้นไม่เท่ากัน เด็ก 3 - 10 ขวบ ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน วัยรุ่นและผู้ใหญ่ 800 - 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนสตรีมีครรภ์และแม่ที่ให้นมบุตรควรได้รับแคลเซียมเพิ่มเป็น 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
         รู้หรือไม่ ? กระดูกมีวัฏจักรการสร้าง - สลาย (Bone remodeling) อยู่ตลอดเวลาทุกช่วงชีวิต แรงกดกระแทกที่เกิดจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันทั้งการเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย หรือใช้แรง จะส่งสัญญาณให้มีการย่อยกระดูกเกิดเป็นหลุมเล็กๆ ขณะเดียวกันกระดูกใหม่ก็จะเกิดการสร้างทดแทนกระดูกที่ชำรุด แต่กระบวนการสร้างใหม่นี้ใช้เวลานานกว่าถึง 6 เท่า ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากหญิงในวัยใกล้หมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีผลดีต่อกระดูกเริ่มหมดไป ก็ส่งผลให้สูญเสียเนื้อกระดูกด้วย ดังนั้นมวลกระดูกที่แข็งแรงจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องให้ความสำคัญ มิเช่นนั้นหากกระดูกถูกทำลายมากกว่าการสร้างใหม่ ย่อมเสี่ยงต่อการแตกหักและเป็นโรคกระดูกพรุนในที่สุด



                                         

          หลายคนคงมีคำถามในใจว่า แล้วจะทำเช่นไรเพื่อเสริมสร้างมวลกระดูกให้มีความแข็งแรง เพราะแท้จริงแล้วการสะสมแคลเซียมต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น กระทั่งอายุ 30 ปี การรับประทานแคลเซียมเสริมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก
          พญ.สุรางคนา แนะว่าปริมาณแคลเซียมที่ได้รับจากสารอาหารนั้น ลำไส้มีความสามารถในการดูดซึมได้เพียงร้อยละ 20 เท่านั้น เท่ากับว่าในนม 1 กล่องที่ระบุว่ามีปริมาณแคลเซียม 250 มิลลิกรัม ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เพียง 50 มิลลิกรัม ทั้งที่ในหนึ่งวันร่างกายต้องการแคลเซียมประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน แคลเซียมในแบบเม็ดยาจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยซึ่งมีหลายประเภทแตกต่างกันออกไป
        1. แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate: CaCO3) มีปริมาณแคลเซียม 40% แต่อัตราการดูดซึมต่ำ ต้องใช้กรดของกระเพาะอาหารในการแตกตัวและดูดซึม อาจส่งผลให้ท้องอืด ท้องผูกได้
        2. แคลเซียมไซเตรท (Calcium citrate) มีปริมาณแคลเซียมต่ำ แต่ดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมคาร์บอเนต สามารถรับประทานตอนท้องว่างได้ ซึ่งมีราคาแพง
       3. แคลเซียมเม็ดฟู่ (CaCo3 + แคลเซียมแลคโตกลูโคเนต) แคลเซียมชนิดนี้ต้องนำไปละลายน้ำก่อนดื่ม ซึ่งมีส่วนประกอบของแคลเซียมคาร์บอเนต เพื่อให้มีปริมาณแคลเซียมมาก และแคลเซียมแลคโตกลูโคเนตช่วยในการดูดซึม ซึ่งมีราคาแพงเช่นกัน
       4. คลอรอลแคลเซียม (Coral Calcium) เป็นแคลเซียมที่ได้จากปะการัง สามารถดูดซึมได้ดี มีราคาแพง
 
         ข้อจำกัดในการรับประทานแคลเซียม คือ ไม่ควรทานพร้อมกับยาประเภทอื่น เพราะจะทำให้การดูดซึมยานั้นๆ น้อยลง เช่นไม่ควรทานยาพร้อมกับนม เพราะมีแคลเซียมอยู่นั่นเอง และไม่ควรทานพร้อมกับผัก เพราะจะส่งผลให้การดูดซึมน้อยลง
 
          เรื่องการดูดซึมแคลเซียมเพื่อนำไปใช้ในกระดูก ฟัน และกล้ามเนื้อเพื่อการเคลื่อนไหวนั้น มีงานวิจัยจากกลุ่มแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล รายงานว่า คนไทยมีพันธุกรรมที่สามารถทำให้ดูดซึมแคลเซียมได้ดีกว่าชาวตะวันตก เหตุเพราะมีวิตามินดี ซึ่งมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการดูดซึมแคลเซียม วิตามินดีได้รับจาก 2 แหล่งคือ ได้จากสารอาหารที่รับประทานเข้าไป และแสงอัลตราไวโอเลตในแสดงแดด โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวิตามินดีจากแสงแดด คือช่วงเช้าเวลา 8.00 – 9.00 น.
          จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าความสมดุลเป็นเรื่องสำคัญ แม้ว่าร่างกายจะมีแคลเซียม แต่จำเป็นต้องอาศัยวิตามินดีช่วยในการดูดซึมนำไปใช้ในการสร้างกระดูก ขณะที่การรับประทานแคลเซียมมากจนเกินไป อาจสะสมก่อให้เกิดภาวะนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้



                             



           พญ.สุรางคนา เสริมต่อท้ายว่า กระดูกที่ดีและแข็งแรงจะต้องมีการใช้งานอยู่ตลอดเวลา ให้ลองสังเกตอวัยวะที่ใช้บ่อย เช่น ใครที่ถนัดใช้มือขวา มือขวาก็จะใหญ่มีเรี่ยวแรงกว่าด้านซ้าย แต่หากให้เห็นชัดเจน คือ ผู้ป่วยที่นอนติดเตียง ไม่ได้ขยับร่างกาย ไม่เพียงแต่กล้ามเนื้อที่จะเล็กลงเท่านั้น แต่กระดูกก็ลีบลงด้วย นั่นเพราะกระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่สามารถปรับโครงสร้างให้รับกับแรงกระแทก เมื่อกระดูกได้รับแรงกระแทกจะมีกระบวนการสร้างกระดูกขึ้นใหม่ตลอดเวลา ดังที่ได้กล่าวข้างต้น
           ดังนั้นการออกกำลังกาย เพื่อให้กระดูกได้รับแรงกระแทกจึงเป็นประโยชน์คือให้มีการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น กระดูกจะมีโครงสร้างที่แข็งแรง ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียกระดูกตามอายุได้ แต่ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหักโหมจนได้รับบาดเจ็บ
           สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน หากไม่ได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม เมื่อได้รับแรงกระแทก กระดูกที่บางอยู่แล้วจะยิ่งแตกหักง่าย อาจเป็นเหตุให้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เพราะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ การดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรหันมาให้ความสนใจ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ความสดใสอ่อนกว่าวัยก็จะเข้ามาทักทายคุณแล้ว
 
 
ขอขอบคุณ :
- พญ.สุรางคนา ดวงสุวรรณ
   แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ รพ.วิภาราม (พัฒนาการ)
   แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ แห่งลินาวาคลีนิค
 
- ผลงานวิจัยสู่สังคม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


Tag Keyword : เสริมแคลเซียม, ชะลอวัย

โพสเมื่อ: 2016-11-22

ผู้เข้าชม: 933


Top 10 Best Product in Computers and Accessories 2017 Top 10 Best Product in Sports and Outdoors in 2017 Top 10 Best Products in Home and Decors For 2017 TOP 10 Best Product In Clothing And Shoes For 2017